วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559


การบันทึกครั้งที่ 10
วัน อังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2559

เนื้อหาที่เรียน

                   อาจารย์ให้นักศึกษาส่งของเล่นงานกลุ่ม หลังจากที่อาจารย์ให้ไปเเก้ไขมาแล้ว และให้คำแนะนำเพิ่มเติม จากนั้นก็เเจกกระดาษให้นักศึกษาคนละเเผ่น แล้วให้เขียนขั้นตอนในการทำของเล่นที่ตัวเองทำ โดยใช้ภาษาให้กระชับ เข้าใจง่าย และให้ตีกรอบในแต่ละขั้น และทำลูกศรชี้ในแต่ละขั้น




ขั้นตอนการประดิษฐ์รถพลังงานลม




กลุ่มที่ 1 ทำที่ยิงจากไม้ไอติมหรือคัดดีด
กลุ่มที่ 2 หนังสติกส่งของ
กลุ่มที่ 3  รถพลังงานลม
กลุ่มที่ 4 เลี้ยงบอลด้วยหลอด

คำศัพท์
1.Air resistance = แรงต้านอากาศ
2.Air pressure = ความกดอากาศ
3.hot = ร้อน
4.weight = น้ำหนัก
5.land = พื้นแผ่นดิน

ทักษะที่ได้รับ
การทำงานเป็นกลุ่ม การคิด  การนำเสนอ การตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติ
การนำมาประยุกต์ใช้
สามารถนำสื่อไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ และสามารถนำความรู้ที่ได้นำไปปรับใช้ ในการออกแบบ ของเล่นทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
บรรยากาศในห้องเรียน
บรรยากาศเย็นสบาย โต๊ะเก้าอี้และพื้นที่เพียงพอ
การจัดการเรียนการสอน
ได้มีการให้ฝึกคิดวิเคราะห์  วางแผน

ประเมินตนเอง
เข้าเรียนตรงเวลา ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ สนุกสนานกับการทำกิจกรรม        
ประเมินเพื่อน
มีความตั้งใจและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ไม่คุยกัน ช่วยกันตอบคำถาม            
ประเมินอาจารย์
 เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนสนุก อธิบายเข้าใจง่ายและอาจารย์เตรียมสื่อและอุปกรณ์ในการสอนมาดค่ะ





การบันทึกครั้งที่ 9
วัน อังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2559

เนื้อหาที่เรียน  ความรู้ที่ได้รับ

 วันนี้รุ่นพี่ปี 5 มาสอนกิจกรรมการทำ cooking ขนมปังสอดใส่กล้วย

อุปกรณ์
  1.กะทะ    2.ตะหลิว  3.จาน  4.มีด   5.เขียง  6.ขวดน้ำ
ส่วนผสม
  1.ขนมปัง           1   แผ่น
  2.ไข่ไก่              1   ฟอง
  3.กล้วยหอม      3    ชิ้น
  4.น้ำตาลทราย   1/2 ช้อนชา
  5.นมข้นหวาน    1    ช้อนชา
  6.น้ำมันพืช         2    ถ้วย
ขั้นตอนการทำขนมปังทอดไส้กล้วย
  1.นำขนมปังตัดขอบมารีดเป็นแผ่นบางๆ
  2.นำกล้วยหอมมาหั่นใส่ขนมปัง
  3.นำขนมปังมาชุปไข่ แล้วนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ
  4.ทอดให้ขนมปังสีเหลืองนวล แล้วตักขึ้นมาพักไว้
  5.นำขนมปังมาใส่จานแล้วราดน้ำตาลทรายและนมข้นหวาน
   
          ก่อนการทำกิจกรรม ให้นักศึกษายืนเป็นเรียงกันเป็นวงกลม แล้วรุ่นพี่ก็ร้องเพลงพายเรือ แล้วก็จับกลุ่มในการทำกิจกรรม  โดยมีกลุ่มละ ประมาณ 5-6 คน จากนั้นก็ให้ไปนั่งตามกลุ่ม ในการทำคุกกิ้ง ทุกคนจะได้หมุนเวียนไปทำทุกกลุ่ม ทุกคนจะได้ทำคุกกิ้งด้วยตัวเอง


เสร็จแล้วค่ะ  ขนมปังสอดไส้กล้วย

คำศัพท์ 
bread = ขนมปัง
cooking = การปรุงอาหาร
Oil = น้ำมัน
paper plate = จานกระดาษ
fry = การทอด

ทักษะที่ได้รับ
การสังเกตการทดลอง การทำงานเป็นกลุ่ม การลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้
การนำมาประยุกต์ใช้
ประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในการจัดกิจกรรมทำอาหาร เพื่อบูรณาการวิทยาศาสตร์ 
บรรยากาศในห้องเรียน
บรรยากาศเป็นกันเอง  ผ่อนคลาย
การจัดการเรียนการสอน
มีการเตรียมอุปกรณ์มาได้เพียงพอต่อการทำอาหาร

ประเมินตนเอง
เข้าเรียนตรงเวลา ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ สนุกสนานกับการทำกิจกรรม        
ประเมินเพื่อน
มีความตั้งใจและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ไม่คุยกัน ช่วยกันตอบคำถาม            
ประเมินอาจารย์
 เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนสนุก อธิบายเข้าใจง่ายและเป็นกันเอง






การบันทึกครั้งที่ 8
วัน อังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ.2559

ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากสอบกลางภาค


วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

การบันทึกครั้งที่ 7
วัน อังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ.2559

เนื้อหาที่เรียน  ความรู้ที่ได้รับ
- ก่อนจะเริ่มเรียน อาจารย์ให้นักศึกษาฝึกคัดลายมือ

-เพื่อนๆนำเสนอของเล่น

-อาจารย์แจกกระดาษให้คนละ 1 แผ่นแล้วให้นักศึกษาทาบมือลงบนกระดาษแล้ววาดภาพตามมือของเรา และให้วาดหยักๆๆ จะได้เหมือนภาพ 3 มิติ

-การทดลอง
 จากภาพคือการทดลองการไหลของน้ำ




-อาจารย์ให้พับกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมแล้วตัดเป็นรูปดอกไม้ จากนั้นให้วาดจุดลงบนตรงกลาง และให้พับจากนั้น เอาไปลอยน้ำ ดอกไม้จะค่อยๆบานออก  เกิดมาจากน้ำเข้าไปซึมซับตามพื้นที่ว่างของกระดาษทำให้กระดาษอ่อนแล้วเกิดการคลี่ออกตามที่เราได้ทดลองทำ



- ส่งงาน


ทักษะที่ได้รับ
การนำเสนอผลงานการประยุกต์ผลงานเพื่อน การคิดวิเคราะห์
การนำมาประยุกต์ใช้
นำไปใช้เป็นสื่อในการสอน และประยุกต์ในเรื่องของอากาศได้อีกด้วย
บรรยากาศในห้องเรียน
ฝนตกอากาศดี แอร์เย็นมาก
การจัดการเรียนการสอน
มีการเตรียมการสอนอย่างดี ให้นักศึกษาได้คิดวิเคราะห์

ประเมินตนเอง
ตั้งใจดูเพื่อนนำเสนอของเล่นและตั้งใจเรียน              
ประเมินเพื่อน
เพื่อนๆต่างคนต่างตั้งใจนำเสนอของเลานและตั้งใจเรียน        
ประเมินอาจารย์
อาจารย์เตรียมอุปกรณ์การสอนได้ดีมาก พูดเพราะเสียงดัง
สรุปวิจัยวิทยาศาสตร์
เรื่อง การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพร

ปริญญานิพนธ์ ของ วณิชชา  สิทธิพล
เสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ปี 2556


ภูมิหลัง
            ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คือ ความชำนาญหรือความสามรถในการใช้ความคิด เพื่อ ค้นหาความรู้รวมทั้งการแก้ปัญหาซึ่งทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางปัญญาเพราะเป็นกาทำงานของสมองในรูปแบบการคิดพื้นฐานซึ่งการจัดกิจกรรมประกอบอาหารสามารถทำให้เด็กเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจากของจริง โดยใช้ทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสังเกต ทดลอง สัมผัส ดมกลิ่น ชิมรสอาหารดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจนำการจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่พัฒนาให้เด็กเกิดองค์ความรู้ การคิด การวางแผน การเรียงลำดับขั้นตอน ตลอดจนการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง5 มาใช้ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ในการสังเกต การสัมผัสการชิม การฟัง การดมกลิ่น การเปลี่ยนแปลงของอาหารตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ การจำแนกและการวัด ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ จนสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาความคิดและการสื่อความหมายข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป


ความมุ่งหมายของการวิจัย

             1เพื่อศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการทดลองการจัดกิจกรรม
             2 เพื่อความเปรียบเทียบระดับของระดับทักษะพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม

ความสำคัญ
             การจัดกิจกรรมทำเครื่องดื่มน้ำสมุนไพรเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง5 ในการสังเกต ทดลอง สัมผัส ดมกลิ่น ชิมรสอาหาร ในขณะที่ดำเนินกิจกรรมทำน้ำสมุนไพร เด็กได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอาหาร เรียนรู้การเปรียบเทียบการชั่ง ตวง วัด และได้เรียนรู้กระบวนการทำงานทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ การเข้าใจเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ จนสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาความคิดและการสื่อความหมาย การจัดกิจกรรมทำน้ำเครื่องดื่มสมุนไพรทำให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐาานทางวิทยาศาสตร์ รู้จักคุณประโยชน์ของอาหารและโภชนาการ เรียนรู้การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ตัวแปรที่ศึกษา
1. ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพร
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย
    2.1 การสังเกต
    2.2 การจำแนก
    2.3 การวัด
    2.4 การสื่อความหมายข้อมูล

สมมุติฐานการวิจัย
     เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นเมื่อได้รับการจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพร


ทักษะที่เด็กได้รับ
            1การสังกต
            2การวัด
            3การจำแนก
            4การสรุปข้อมูล

วิธีการสอน
ขั้นนำ
         นำเข้าสู่กิจกรรมด้วยเพลง คำคล้องจองปริศนาคำทายและสื่อต่างๆ
ขั้นสอน
        1. ครูแนะนำวัสดุอุปกรณ์
        2. ครูแนะนำกิจกรรมการทำน้ำฝรั่ง พร้อมวิธีการทำอย่างละเอียด
        3. ครูและเด็กร่วมกันทำน้ำฝรั่ง
        4. ครูและเด็กร่วมกันรับประทานน้ำฝรั่ง
ขั้นสรุป
        1. ครูใช้คำถามกับเด็ก
        2. ครูและเด็กร่วมกันสรุปวิธีการทำน้ำฝรั่ง

ผลการทดลอง
       หลังจากที่เด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร ระดับพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นโดยรวมอยู่ในระดับดี มีการสักเกตที่ดีขึ้น สามารถจำแนก สี รูปร่าง ขนาด กลิ่น รสชาติได้ การวัดเด็กสามารถเข้าใจและตวงได้ให้เท่าขนาดที่สั่ง ด้านการสื่อความหมายเด็กมีการแลกเปลี่ยนความคิดและนำเสนอได้ดีขึ้น

อภิปรายผล
            จากการทดลอง พบว่า เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นทั้งโดยรวมและรายด้าน หลังจากได้รับ การจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพร อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ.01 แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมทำเครื่องดื่มสมุนไพรช่วยส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยให้อยู่ในระดับดีขึ้น โดย ระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนการทดลองทุกด้าน


สรุปบทความ
เรื่อง วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

ผู้แต่ง
     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ไสยวรรณ

              วิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเรา ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ส่งผลให้เราสามารถดูแลสุขภาพได้ดีขึ้นและมีความเข้าใจเกี่ยวกับการโภชนาการ ผลจากการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เรามีความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบาย เช่นเราจะรู้สึกว่าไม่มีความสุขหากอากาศร้อนมากวิทยาศาสตร์ช่วยให้เรามีพัดลมหรือแอร์ เด็กเล็กๆมีธรรมชาติที่เป็นผู้ความอยากรู้อยากเห็น ชอบใช้คำถามว่า ทำไม อย่างไรสามารถแสวงหาความรู้จากสิ่งต่างๆรอบตัวเขาและเริ่มเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่ เด็กสามารถสังเกตและสื่อสารเกี่ยวเรื่องดิน หิน อากาศและท้องฟ้า เรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุ พลังงานจากแม่เหล็ก แสงและเสียง เด็กสามารถสำรวจลักษณะของน้ำและความร้อน สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กปฐมวัยเริ่มการทำงานทางวิทยาศาสตร์ เด็กสามารถแก้ปัญหาต่างๆโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้เรื่องอื่นๆได้มากมาย กิจกรรมวิทยาศาสตร์ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาโดยทำให้เด็กได้รับความรู้ พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เช่น การสังเกต การจำแนกประเภท การเรียงลำดับ การวัด การคาดคะแน และการสื่อสาร รวมทั้งทักษะการแสวงหาความรู้ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ทำให้เด็กสนใจวัตถุและเหตุการณ์ เด็กเล็กมีวิธีการเรียนรู้คล้ายนักวิทยาศาสตร์สามารถทำงานด้วยทักษะการแสวงหาความรู้ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และพัฒนาการทางอารมณ์เช่นเด็กมีความรู้สึกและเจตคติทางบวก
              การศึกษาธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งอาศัยกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ที่มีขั้นตอนเป็นระเบียบแบบแผนตั้งแต่สมัยโบราณ มนุษย์พยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจและอธิบายธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา อันได้แก่ พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลง และปรากฏการณ์ต่างๆ จนนำไปสู่การกำหนดหลักการ กฎเกณฑ์ และทฤษฏี อันเป็นรากฐานของการศึกษาค้นคว้าแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ศึกษาธรรมชาติและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต แล้วสรุปเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการ แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ศึกษาความธรรมชาติและความสัมพันธ์ของสสารกับพลังงาน จนได้มาเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการ เป็นต้น
             Katz and Chard (1986. อ้างอิงจาก Cliatt & Shaw. 1992 : 3-4 ) อธิบายวัตถุประสงค์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ว่า ทำให้เกิดความรู้ ทักษะต่างๆ การจัดการและ ความรู้สึก ความรู้ประกอบด้วย ความคิด ข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอดและสารสนเทศ ทักษะประกอบด้วย พฤติกรรมทางร่างกาย สังคม การสื่อสารและการแสดงออกทางปัญญาเช่น การเล่นและการทำงานคนเดียวหรือกับคนอื่นๆ การแสดงความคิดผ่านภาษาโดยการพูดและการเขียน การจัดการกับกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยลักษณะนิสัยการทำงานด้วยความอดทน ความอยากรู้อยากเห็น การลงมือแสวงหาความรู้ด้วยการทดลองตามที่ได้วางแผนไว้ สนับสนุนให้ได้มาซึ่งความรู้


ของเล่นวิทยาศาสตร์
เครื่องดูดจอมกวน


อุปกรณ์ (Equipment)                                                                                                                                                                               
1.หลอดกาแฟ (tube)                            2.ถุงพลาสติก (bag)                             3.ขวดน้ำ (bottle)                    
4.กรรไกร (scissors)                            5.เทปกาว (tape)                   
ขั้นตอนในการทำ (how to)   

1.เจาะฝาขวดเป็น 2 รูไม่ห่างกันมาก
2.ตัดหลอดให้เป็น 2 ท่อน และลองเสียบดูให้พอดี
3.นำหลอกกาแฟที่ตัดมา 1 อัน ติดหลอดกับถุงดังรูป และติดเทปกาวให้สนิท   

4.นำหลอดทั้ง 2 มาเสียบรูที่เจาะบนฝาขวดน้ำ ดังรูป
5.นำฝาไปปิดขวด
วิธีการเล่น                                                                                                 ดูดหลอดที่ไม่ได้ติดกับถุงพลาสติก จะทำให้ถุงพลาสติกพอง  แต่เมื่อเป่าหลอดอันเดิมถุงพลาสติกจะแฟบลง

เครื่องดูดจอมกวนเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร                                                                                  
                 ในเรื่องแรงดันอากาศ จะสังเกตว่าเมื่อเราดูดหลอดที่ไม่ได้ต่อกับถุงพลาสติก อากาศจะเข้าไปในหลอด แล้วเข้าปากเราจึงทำให้อากาศในขวดลดน้อยลง ทำให้อากาศภายนอกไหลเข้าไปในหลอดที่ต่อกับถุงพลาสติก และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ ถุงพองขึ้นนั่นเอง



การบูรณาการนักดำน้ำจากหลอดกาแฟกับการเรียนรู้แบบ STEM                                                                   
STEM คือ องค์ความรู้ วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้องอาศัย องค์ความรู้ต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันในการดำเนินชีวิตและการทำงาน                                                                      
Science (วิทยาศาสตร์) = แรงดันอากาศ
Technology  (เทคโนโลยี) = ขั้นตอนการทำเครื่องดูดจอมกวน
Engineering (วิศวะ) = รูปแบบเครื่องดูดจอมกวน
Mathematics (คณิตศาสตร์) = เรื่องการวัดและปริมาตร ความยาวของหลอด ขนาดของขวด